ข้ามไปที่เนื้อหาหลัก

คุณมีโอกาสถูกฆ่าโดยใครมากที่สุด? สถิติที่น่าประหลาดใจ

ข้อมูลจากงานวิจัยคดีฆาตกรรมในต่างประเทศ ทำให้เห็นสัดส่วนของผู้ก่อเหตุ ซึ่งต่างจากความรู้สึกของหลายๆคน
  1. ผู้ก่อเหตุที่เป็นผู้ป่วยจิตเวชรุนแรงมีอาการประสาทหลอนหลงผิด (ไซโคซิส) มีสัดส่วนเพียงประมาณ 10% จากงานวิจัยในหลายประเทศ [2,3,4] 
  2. คดีประเภทที่เกี่ยวกับความสัมพันธ์ (ขัดแย้ง) ในครอบครัว คือโดยแฟนและคนในครอบครัว จะมีลักษณะเป็นการฆ่าเพื่อต้องการกำจัดคนนั้นโดยตรง เช่นเพราะหึงหวง น้อยใจ โกรธแค้น ฯลฯ มีสัดส่วนประมาณ 16-34% และเหยื่อส่วนใหญ่เป็นผู้หญิง [1]
  3. คดีประเภทที่เกี่ยวกับอาชญากรรม คือโดยแก๊ง มาเฟีย โจร นักข่มขืน ฯลฯ จะมีลักษณะเป็นการฆ่าเพื่อเป้าหมายอื่น เช่นปล้นชิงทรัพย์ หรือปิดปาก มีสัดส่วนประมาณ 27-48% [1]
  4. ผู้ก่อเหตุขณะกำลังเมาเหล้าหรือยาเสพติด มีสัดส่วนประมาณ 37% [1]

ถ้ายังแปลกใจลองนับข่าวฆาตกรรมในเมืองไทย แม้จะเอาเฉพาะที่ลงในหนังสือพิมพ์ไทยในแต่ละปี ก็จะพบว่าสัดส่วนเป็นประมาณนี้ เช่นสมมุติเราสนใจเฉพาะคดีฆ่าหั่นศพ ถ้านับข่าวคดีในเมืองไทย (จาก sanook.com) ในช่วงปี 2561-2562  จะพบว่าผู้ก่อเหตุเป็นคนที่ไม่ได้ป่วย 6 คดี (สาวเล็บแดง, หนุ่มม้ง, วุธ, หนุ่มสเปน, หนุ่มเกาหลี, เปรี้ยว) ส่วนคนป่วยจิตเวชมีเพียง 1 คดี แล้วก็เป็นประเภทความสัมพันธ์ในครอบครัวด้วย คือโรคของจำเลยอาจจะมีส่วนอยู่บ้าง แต่ปัจจัยหลักคือความขัดแย้งในครอบครัวมากกว่า และไม่แปลกที่ความขัดแย้งแบบนี้จะนำไปสู่ฆาตกรรมโดยคนปกติ อย่างที่เห็นอยู่ประจำในข่าว

ผู้ป่วยจิตเวชไม่ได้ก่อเหตุบ่อย แต่ทุกครั้งจะเป็นข่าวเสมอ


ปัญหาจากผู้ป่วยจิตเวชนานๆจะเกิดขึ้นที แต่คนจะจำได้แทบทุกกรณี เพราะแต่ละวัน อุบัติเหตุหรืออาชญากรรมมันเยอะจนไม่เป็นข่าวอยู่แล้ว สื่อจะเลือกมาเฉพาะกรณีที่แปลกประหลาด ยิ่งถ้าผู้ก่อเหตุเป็นผู้ป่วยจิตเวชจะการันตีได้ว่าคนจะชอบอ่าน (โกรธ) แน่นอน มันเลยเป็นข่าวเสมอ ทำให้ดูเหมือนเกิดบ่อยมาก แต่จริงๆตรงข้าม

ปรากฏการณ์จิตวิทยานี้เรียกว่า availability bias เมื่อเราประเมินโอกาสของอะไรบางอย่างเกินความเป็นจริง เพราะเหตุการณ์ทำนองนั้นเพิ่งเกิดขึ้นหรือทำให้เรารู้สึกอย่างรุนแรง เช่นเวลาขึ้นเครื่องบินเรากลัวมากกว่าขึ้นรถ ทั้งที่โอกาสตายบนรถสูงกว่าเป็นพันเท่า

แต่ทุกครั้งที่เครื่องบินตกเราได้เห็นในข่าวเสมอ และมันก็น่ากลัวที่สุด แต่อุบัติเหตุรถเกิดบ่อยจนเป็นเรื่องธรรมดา เฉพาะเมืองไทยก็ทำให้คนตาย 50-60 คนต่อวัน นั่นทำให้สื่อต้องเลือกเฉพาะกรณีที่น่าสนใจจริงๆเท่านั้น พอรับรู้ข่าวผิดสัดส่วนอย่างนี้ตลอดเวลา สมองเราเลยประเมินว่าเครื่องบินอันตรายกว่ารถ กลายเป็นความรู้สึกลึกๆทั้งที่เรารู้ว่ามันไม่จริง

เช่นเดียวกัน คดีหมูแฮมชนคนตายเป็นดราม่าใหญ่โต ทำให้ทุกคนกลัวว่าตัวเองจะถูกคนป่วยจิตเวชขับรถชนมาจนถึงทุกวันนี้ ทั้งที่โอกาสมันน้อยมาก ลองดูสถิติอุบัติเหตุจราจร ตัวเลขปี 2558 มีจำนวน 67,997 ครั้ง (จากคนเมา 1,364 ครั้ง) แต่ลองนึกดูปีๆนึง มีอุบัติเหตุเกิดจากคนป่วยจิตเวชขับรถกี่ครั้ง? ลองไล่ดูข่าวตั้งแต่ปี 2550 คดีหมูแฮมจนถึงปี 2562 กรณีหนุ่มแว่น นับได้กี่กรณี? ตลอด 12 ปีนี้ใครนับได้เกิน 10 หรือเปล่า

ทุกคนมีโอกาสถูกคนไม่ป่วยขับชนมากกว่ามาก โดยเฉพาะคนที่ชอบขับเร็ว คึกคะนอง หรือเมาเหล้า เช่นเดียวกัน ทุกคนมีโอกาสถูกด่าหรือทำร้ายโดยคนไม่ป่วยมากกว่ามาก โดยเฉพาะคนนิสัยเห็นแก่ตัว ขี้โมโห หรือพวกอาชญากร แต่เมื่อไหร่ที่คนป่วยจิตเวชก่อเหตุ คนจะมีโอกาสได้เห็นในข่าวมากกว่ามาก เพราะทุกสื่อและโซเชียลรู้ว่ามันจะทำให้คนอ่านโมโหและไลค์แชร์กันอย่างหนัก

กำจัดตราบาป เลิกเกลียดกลัวผู้ป่วยจิตเวช

โรคจิตเวชส่วนใหญ่รักษาได้ แต่ปัญหาคือคนไทยส่วนใหญ่ป่วยแล้วจะไม่หาหมอ เพราะเมื่อใดที่เริ่มรักษาก็จะกลายเป็นคนป่วยจิตเวช แล้วก็จะกลายเป็นคนที่สังคมรังเกียจและหวาดกลัว คนป่วยส่วนใหญ่จึงยอมทรมานต่อไป หรือแม้แต่ยอมฆ่าตัวตาย ดีกว่าจะโดนสังคมรังเกียจ นี่คือที่มาของตราบาปโรคจิตเวช

เมื่อสังคมไทยเลิกมองว่าผู้ป่วยจิตเวชเป็นคนบ้าอันตราย หรือโกหกเพื่อเอาตัวรอด เมื่อนั้นคนป่วยก็จะกล้ายอมรับตัวเองและยอมหาหมอมากขึ้น ซึ่งนั่นจะเป็นประโยชน์มากที่สุดต่อทุกคนสังคม

อ่านต่อ

อ้างอิง

ความคิดเห็น

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

ท็อป 5 ความเข้าใจผิด โรคซึมเศร้าไม่ใช่อย่างที่คิด

โรคซึมเศร้าเป็นคนละอย่างกับอารมณ์เศร้า แต่ชื่อโรคภาษาไทยชวนให้เข้าใจว่า มันก็แค่ความรู้สึกซึมๆเศร้าๆอย่างที่ทุกคนรู้จัก แถมคำอธิบายเกลื่อนเน็ตก็กว้างซะจน ทุกคนอ่านก็คิดว่าตนเคยเป็นโรคนี้ และสามารถวินิจฉัยว่าคนอื่นว่าเป็นหรือไม่ โดยไม่ต้องเสียเวลาเรียน 10 ปีอย่างจิตแพทย์



แต่โรคซึมเศร้าก็เหมือนหลายโรคที่มีความซับซ้อนจนต้องมีแพทย์เฉพาะทาง มันมีรายละเอียดมากและไม่เหมือนกับที่คนเข้าใจเลย แต่เนื่องจากคนส่วนใหญ่ไม่มีความรู้เรื่องนี้เลย เราจึงรู้สึกว่าเรารู้จักมันดีอยู่แล้วด้วยคอมมอนเซนส์ล้วนๆ ต่อไปนี้คือความเข้าใจที่ผิดที่ได้รับความนิยมมากที่สุดในบ้านเรา
(1) โรคซึมเศร้าไม่มีจริง(2) ที่เรียกโรคซึมเศร้าก็คือความเศร้า(3) ฉันก็เคยเป็น แต่ฉันไม่ยอมแพ้(4) มันอยู่ที่ใจแค่นั้น สู้ๆ ลุกขึ้นมาก็หายแล้ว(5) หมอกุเรื่องขึ้นมาเพื่อให้บริษัทยารวย 1 ความเชื่อ: โรคซึมเศร้าไม่มีจริง โรคจิตเวชจะต้องเสียสติเป็นคนบ้า
ความจริง: องค์การอนามัยโลกบอกว่า 300 ล้านคนเป็นโรคซึมเศร้า (MDD) นั่นมากกว่า 4% ของประชากรโลก ส่วนในไทย ปี 2551 กรมสุขภาพจิตประมาณว่ามีคนไทย 1.5 ล้านคนเป็นโรคซึมเศร้า นั่นคือราว 3% ของประชากรไทย
ถ้าไ…

รู้สึกแย่ดิ่งสุดๆ ทำไงถึงจะหาย

ถามกันบ่อยที่สุดคือกำลังดิ่งจะทำยังไงดี ปัญหาคืออธิบายตอนนั้นก็ไม่มีสติพอจะเข้าใจอยู่ดี ดังนั้นทุกคนควรเรียนรู้เทคนิคนี้ไว้ล่วงหน้า มันมาจากจิตบำบัดแบบ ACT (defusion) ซึ่งมีงานวิจัยจำนวนมากว่าได้ผล แล้วนำมาประยุกต์กับวิธีเจริญสติแบบเคลื่อนไหว ซึ่งเหมาะกับสถานการณ์ช่วงวิกฤติ วิธีทำก็ง่ายมาก จะยากตรงมันตรงข้ามกับคอมมอนเซนส์ เพราะเราเข้าใจธรรมชาติของใจเราผิดมาตลอด แต่ลองทำดูแล้วก็จะเข้าใจเอง เพราะทุกคนที่จัดการมันได้ ต่างก็ค้นพบเทคนิคนี้ได้เองจากการลองผิดลองถูก

ความรู้สึกแย่เกิดจาก “ความคิด” เสมอ ความรู้สึกแย่ (เช่นโกรธ เสียใจ น้อยใจ กังวล​) เกิดจากความคิดของเราเสมอ ไม่เคยเกิดจากอย่างอื่น เช่น เขาพูดไม่ดีกับเราเมื่อเย็นวาน ปรากฏตอนนี้เราก็ยังรู้สึกแย่อยู่ ทั้งที่ไม่ได้ยินคำพูดนั้นแล้ว แต่เราเองเป็นคนเล่นซ้ำคำพูดที่เราเกลียดนั้นในหัวเรามาตลอด เขาเป็นต้นเหตุของความคิดนี้ใช่ แต่ตอนนี้ที่กำลังรู้สึกแย่ เกิดจากความคิดนี้ของเราเอง

ที่ผ่านมาตอนนั้นเรามักจะโฟกัสความผิดที่เขา ซึ่งยิ่งทำให้ความคิดเราวนเวียนหนักขึ้นเรื่อยๆ ความคิดยิ่งมาก ความรู้สึกเราก็ยิ่งแย่ ดิ่งลงไปเรื่อยๆ ดังนั้นเริ่มต้นให้ตระห…

ลิเธียม ยาดีที่ต้องใช้ให้เป็น

สำหรับคนที่เป็นไบโพลาร์ก็จะได้ทานยาคุมอารมณ์ (mood stabilizer) เพื่อจะได้ไม่ต้องมีช่วงแมเนีย และลิเธียมก็คือยาคุมอารมณ์ที่นิยมมากที่สุดตัวหนึ่ง เพราะได้ผลดี, ผ่านมาวิจัยมานานมาก, ราคาถูก และมีส่วนช่วยป้องกันช่วงดีเพรส แต่ลิเธียมเป็นยาที่ใช้ยากนิดนึง เพราะหมอจะต้องค่อยๆปรับยาขึ้นจนกว่าเราจะมียาในเลือดระดับที่พอดี ถ้าน้อยไปมันก็จะไม่ทำงาน ถ้ามากไปก็จะเกิดอาการลิเธียมเป็นพิษ

หลายคนที่หมอสั่งลิเธียมให้ พอได้ยินเรื่องลิเธียมเป็นพิษเลยวิตกกังวลหนัก จนความวิตกกังวลนี้กลายเป็นผลข้างเคียงซ้ำซ้อนเข้าไปอีก ดังนั้นคนที่ทานยาตัวนี้จึงต้องเรียนรู้เพิ่มเติมสักนิดนึงเกี่ยวกับมัน บทความข้างล่างนี้มาจากคอลัมน์พบหมอรามา อ่านง่ายและครบถ้วนดี แต่ก่อนอื่นผมจะเกริ่นถึงประเด็นที่ทำให้กังวลกันก่อน


ผลเสียจากลิเธียมจะมีอยู่ 2 ลักษณะ ถ้าแยกจากกันได้แล้วจะใช้มันได้อย่างสบายใจ

ผลข้างเคียง​ คือผลเสียในโดสปกติ อาการลิเธียมเป็นพิษ คืออาการป่วยเพราะมีลิเธียมในเลือดสูงเกินไป อาจจะเพราะได้ยามากเกินไป (เช่นโอเวอร์โดส) หรือเพราะสภาพร่างกายผิดปกติไปมากทำให้ขาดน้ำหรือเกลือแร่ บางคนเข้าใจว่าตัวเองแพ้ลิเธียม แต่อันที่จริงลิเธี…

จะกินยา หรือไม่กินดี?

โชคดีมากที่ปัจจุบันโรคซึมเศร้าและไบโพลาร์สามารถรักษาได้ด้วยยา คนไข้ที่มีวินัยหาหมอกินยา 6 เดือนถึงปีกว่าส่วนใหญ่ก็จะหายและได้หยุดยา สาเหตุใหญ่ที่ทำให้บางคนไม่หายคือ “ไม่อยากกินยา”
จะกินไม่กินดี? เมื่อไม่อยากกินยา แต่หมอสั่งให้กิน เราจะเกิดอาการลังเล “จะกินไม่กินดี?” แล้วลงเอยที่ “กินๆหยุดๆ” ซึ่งแย่กว่าไม่กินเสียอีก สภาวะนี้ทำให้เครียดหนักมาก กินก็รู้สึกแย่ ไม่กินก็อาการแย่ สับสนตำหนิตัวเองวนไปวนมา จะทำยังไงดี?

เจอปัญหาที่แก้ไม่ได้ทำไงดี

เหมือนชีวิตกำลังเล่นปิงปองกับเรา ตีลูกยากง่ายใส่เราตลอดเวลา เรื่องกวนใจ ปัญหา ความสูญเสีย. บางคนเจอปัญหาแล้วจมอยู่ตรงนั้น ประทัวง “ลูกยากไม่เล่น”. บางคนยากง่ายรับหมดเต็มที่ เจอลูกยากอาจล้มเข่าถลอกแต่รีบลุกเล่นต่อ. ทำได้ไงอะ? ชัยจะต้องพรีเซ็นต์หัวข้อแรกตอนเช้าในงานสัมมนาของผู้บริหารหลายองค์กร. เช้านี้รถติดสาหัส. เขาร้อนใจจึงโทรไปบอกผู้จัดว่ากำลังจะถึง ให้เตรียมที่จอดรถไว้ให้เพราะปกติจะเต็ม. เกือบเฉี่ยวชนหลายหน แต่รถเขาก็ถึงสถานที่ตรงเวลาพอดี. เขาพารถไปโซน VIP ช่องที่มีเลขทะเบียนรถเขา แต่ยามไม่ให้จอด. เหลือเชื่อตัวเลขผิดไปหลักนึง. ยามให้วนขึ้นไปจอดในอาคาร บอกดาดฟ้ามีที่ แต่เขาไม่มีเวลาแล้ว. มันไม่ถูก เขาเถียง ช่องนี้เตรียมไว้ให้เขา ไม่ยุติธรรมเลย. รถข้างหลังต่อแถวยาวขึ้นๆ. เขายิ่งเถียงเสียงดังขึ้นๆ เลขผิดนิดเดียว เขาจอดโซนนี้ประจำ เจ้านายคุณรอเขาอยู่ ฯลฯ แต่ยามไม่ฟัง. ชีวิตเรามีปัญหาตลอดในชีวิตเราจะพบกับปัญหาที่แก้ไม่ได้ และความเปลี่ยนแปลงที่ไม่ต้องการ อยู่ตลอดเวลา. แต่เราพยายามมองไม่เห็นมัน. ถ้าเรื่องเล็กเราก็แค่สะสมความเครียด. เช่นเวลาหาของไม่เจอ, เพื่อนทำไม่ถูกใจ, โดนดูถูก ฯลฯ. ถ้า…