ข้ามไปที่เนื้อหาหลัก

กลยุทธ์การคืนสู่สุขภาวะของป้าหนู

Pa Noo's Recovery Strategy

โดยป้าหนู รัชนี แมนเมธี

ป้าหนูขอแบ่งกลยุทธ์เป็น 4 ช่วงเวลาดังนี้
  1. พ.ศ. 2545–2547 : ช่วงเปลี่ยนผ่าน
  2. พ.ศ. 2548–2558 : ช่วงปานสายใยแห่งรัก
  3. พ.ศ. 2559–2566 : ช่วงประจักษ์ตัวตน
  4. พ.ศ. 2567 - หมดลมหายใจ : ช่วงค้นพบตัวเอง

1. ช่วงเปลี่ยนผ่าน

พ.ศ. 2516 ป้าเริ่มสอนหนังสือ พอถึง พ.ศ. 2545 ป้าป่วยเป็นโรคซึมเศร้า กว่าจะได้เข้ารับการรักษา ปี พ.ศ. 2546 ปี 2546 ปลายๆหมอบอกป้าหายป่วย แต่ป้ายังรู้สึกชีวิตมืดมน 1 เม.ย. 2547 ป้าได้เกษียณก่อนกำหนด ( Early Retire ) เป็นวันแรก

2. ช่วงปานสายใยแห่งรัก

ป้าได้มีโอกาสเรียนรู้ และเป็นกรรมการสมาคมสายใยครอบครัว ซึ่งช่วงนี้เป็นช่วงที่ป้ามีความสุขมาก เพราะได้ฟื้นพลังชีวิต ป้าได้เห็นคุณค่าในตนเองมาก

3. ช่วงประจักษ์ตัวตน

ป้าได้นำประสบการณ์ช่วงที่ 2 และประสบการณ์ที่มีมาตั้งแต่เดิมมาใช้ประโยชน์ในการทำงานเพื่อส่วนรวมได้มากมายมหาศาล

4. ช่วงค้นพบตนเอง

ป้าตกผลึกชีวิตตนเองเรียบร้อย เพราะได้ประจักษ์ตัวตนของตัวเอง รู้ว่าตนมีจุดแข็ง - จุดอ่อน, มีโอกาส - ถูกคุกคาม อะไรอย่างไร เห็นคุณค่าและภูมิใจในตนเองว่าสามารถทำประโยชน์ให้มนุษยชาติได้อย่างไรมากที่สุดตามศักยภาพของป้า และทำอย่างมีประสิทธิภาพมากที่สุดเท่าที่ป้าจะทำได้ และควรทำงานอะไรที่เหมาะสมที่สุด

ช่วงที่ 1 : เปลี่ยนผ่าน : พ.ศ. 2545–2547

ป้าผ่านมรสุมชีวิตและหลุดรอดออกมาได้ แต่ชีวิตก็ยังไม่พร้อม (Perfect) เท่าไร ป้าป่วยเป็นโรคซึมเศร้า พ.ศ. 2545 ปลายปี 2546 หมอบอกหาย (หลังเข้ารับการรักษาเพียง 3 เดือน) แต่ป้าต้องกินยาต้านเศร้าจนถึงทุกวันนี้

ตอนที่หมอบอกป้าหายป่วย ป้าไม่ตื่นเต้นเท่าไร เพราะรู้อยู่แก่ใจว่ารู้สึกว่าชีวิตยังมืดมนคือยังรู้สึกอาย กลัวคนจะรู้ว่าป่วยเป็นโรคซึมเศร้า (ซึ่งเป็นโรคจิตเวชชนิดหนึ่ง) ไม่กล้าบอกลูกว่าป่วยเพราะกลัวลูกจะอายคนอื่น หมอบอกให้กินยาต้านเศร้าต่อไปเพื่อไม่ให้ป่วยซ้ำ

การป่วยซ้ำเป็นอย่างไร และสำคัญอย่างไร

การฟื้นหายของผู้ป่วยซึมเศร้า คือกระบวนการเปลี่ยนแปลงทัศนคติ, ค่านิยม, ความรู้สึก, เป้าหมาย, ทักษะ, พฤติกรรม, บทบาท ส่งผลให้สามารถปรับตัวอยู่ได้อย่างมีความสุข แม้จะยังมีอาการซึมเศร้าหลงเหลืออยู่

และรวมถึงการให้ความหมายในชีวิต, วางแผนเป้าหมายชีวิตใหม่, เกิดการเติบโตจากผลกระทบการเจ็บป่วยทางจิตเวชที่ได้รับ ส่งผลให้รู้สึกตนเองมีคุณค่า คืนความสำคัญในตนเอง เกิดการเติบโตในตนเอง จนสามารถ
  1. ช่วยเหลือตนเองได้
  2. ปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
  3. ดำรงชีวิตอยู่ในสังคมอย่างปกติสุข
  4. ยืดระยะเวลาการกลับเป็นซ้ำ

ถ้าไม่สามารถทำได้ 4 ประการนี้ แสดงว่าเริ่มป่วยซ้ำ

  • 50 % ของผู้ที่ฟื้นตัวจากภาวะซึมเศร้าครั้งแรก มักมีภาวะซึมเศร้าซ้ำอีก 1 ครั้งหรือมากกว่า
  • 80 % ของผู้ป่วยซ้ำครั้งที่ 2 มักเกิดอีกเป็นครั้งที่ 3

สาเหตุที่ผู้ป่วยซึมเศร้าป่วยซ้ำ

  1. ขาดยา หรือกินยาไม่สม่ำเสมอ
    สาเหตุที่ขาดยา เพราะคิดว่าหายแล้ว และเบื่อกินยา
    สาเหตุที่กินยาไม่สม่ำเสมอ เพราะขี้เกียจ และอาการข้างเคียง
  2. เผชิญสถานการณ์สูญเสีย เช่น ทรัพย์สิน, เกียรติยศชื่อเสียง
  3. เสพสุรา เพราะเพื่อนชักชวน ไม่สบายใจ
  4. ทะเลาะกับบุคคลในครอบครัว เบื่อหน่าย
  5. ดูแลรักษาตนเองหลังออกจากโรงพยาบาล แต่อาการไม่ดีขึ้น
  6. คนรอบข้างไม่เข้าใจการรักษาต่อเนื่อง
  7. ความเครียด
  8. แบกรับความรับผิดชอบ
  9. ชอบทำเรื่องเล็กให้เป็นเรื่องใหญ่
  10. คาดหวังตนเองมากเกินไป
  11. ไม่ร่วมกิจกรรมกับผู้อื่น
  12. ไตร่ตรองรวดเร็วเกิน
  13. ไม่ยอมรับว่าต้องใช้เวลาในการรักษา และการดูแลหลังหายป่วย
  14. ไม่ยอมรับความคิดแง่บวก

ถ้ามีการป่วยซ้ำ การรักษาจะยากมากกว่าเดิม

เช่นอาจใช้ยาต้านเศร้าเดิมไม่ได้ โอกาสหายยากกว่าในครั้งแรก โอกาสป่วยซ้ำในครั้งต่อไปจะเกิดง่าย และอาการหนักมากขึ้น

ป้าเลยยอมกินยาต้านเศร้าไว้ แม้จิตแพทย์จะบอกว่าป้าหายแล้ว แต่จิตแพทย์วิเคราะห์ว่าป้าเป็นโรคซึมเศร้าแบบรุนแรง (Major) โอกาสป่วยซ้ำจะสูง ถ้าเจอสิ่งเร้าเพียงเล็กน้อยก็อาจกระตุ้นทำให้ป่วยขึ้นใหม่ได้ ป้าไม่กล้าเสี่ยงที่จะป่วยอีก จึงกินยาต้านเศร้ามาถึงปัจจุบัน

วันที่ 1 เม.ย. 2547 เป็นวันแรกที่ป้าได้เกษียณ กิจกรรมของป้าหลังจากนั้น คือเป็นจิตอาสาสอนรำไทเก็กและรำไม้พลองที่สวนรมณีนาถ (ใกล้เสาชิงช้า) หลังสอนเราก็นั่งเสวนากันที่สนามหญ้ากลางสวน ป้าได้เจอกัลยาณมิตรมากมาย ลืมเรื่องป่วยไปบ้าง

ป้าหนู”จากผู้ป่วย“โรคซึมเศร้า”สู่ผู้เยียวยาโรคซึมเศร้า : Rama ...

ช่วงที่ 2 : ปานสายใยแห่งรัก : พ.ศ. 2548–2558

ป้าชอบฟังวิทยุ วันหนึ่งในปี 2548 มีรายการสุขภาพจิตซึ่งจัดโดยจิตแพทย์หญิงท่านหนึ่งของโรงพยาบาลศรีธัญญา ท่านประกาศว่าตอนนี้สมาคมสายใยครอบครัวเปิดรับสมัครผู้เข้าอบรม “หลักสูตรสายใยครอบครัว” ซึ่งมีเนื้อหาเรื่องการรับมือกับโรคจิตเวช (โรคซึมเศร้า เป็นโรคจิตเวชประเภทหนึ่ง)

ป้าเป็นรุ่นที่ 6 ในหลักสูตรป้าได้เรียนรู้มาก มีประโยชน์ต่อการหายป่วยโรคซึมเศร้าของป้ามาก - มากที่สุด เพราะ
  1. ป้ากระจ่างในแผนที่นำทาง (Road - Map) ของการดำเนินโรค ป้าได้รู้สาเหตุ อาการ การเยียวยา การป้องกัน การฟื้นคืนพลังชีวิต (Recovery) ทำให้ป้าคลายความมืดมนในการอยู่กับโรคซึมเศร้าได้มาก
  2. ป้าได้กัลยาณมิตรที่มีประสบการณ์ป่วยโรคจิตเวชมากมาย เปรียบเสมือนต่างเป็นเพื่อนร่วมทาง (Peer) ซึ่งกันและกัน ทำให้ป้าไม่โดดเดี่ยว
  3. ป้าเห็นคุณค่าในตนเอง (Self - Esteem) มาก เนื่องจากสมาคมทำดังนี้
    1. เชิญป้าเป็นวิทยากร (Facilitator) สอนหลักสูตรฯ ต่อไปจนถึงปี 2558
    2. เลือกตั้งป้าเป็นกรรมการสมาคมด้านพิทักษ์สิทธิผู้อยู่กับโรคจิตเวช
    3. แต่งตั้งป้าเป็นประธานโครงการสามประสาน (ผู้ป่วยจิตเวช ผู้ดูแลผู้ป่วยจิตเวช นักวิชาชีพ) ไปให้ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับโรคจิตเวช (Psychoeducator) แก่กลุ่มเป้าหมาย (นักเรียน, นักศึกษา, จิตอาสา, นักบวช, องค์กรหรือหน่วยงานที่เชิญมา ฯลฯ)
  4. ป้าได้เรียนรู้แนวคิดการฟื้นคืนพลังชีวิต (Recovery-Oriented Approach: ROA)

วัตถุประสงค์ของ ROA คือ

  1. ผู้ป่วยมีความสุข
  2. ผู้ป่วยมีที่ยืนในสังคม

หลักการของ ROA คือ

  1. ผู้ป่วยมีความหวัง
  2. ผู้ป่วยมีเป้าหมาย
  3. ผู้ป่วยมีกำลังใจ
  4. ผู้ป่วยมีความพร้อมจะเปลี่ยนแปลง
สรุป: ประมวลประสบการณ์ที่ป้าได้จากสมาคมสายใยครอบครัว คือป้ามีพลังและเข้มแข็งมั่นคงทางจิตใจมาก ป้ามีความสุขมากกว่าก่อนป่วยซึมเศร้าเสียอีก


ดังที่กล่าวไว้ว่าตอนที่ป้าเป็นกรรมการสมาคมสายใยครอบครัว ป้าดูแลรับผิดชอบเรื่องพิทักษ์สิทธิของผู้อยู่กับโรคจิตเวช ป้าได้รับเรื่องผู้ป่วยจิตเวชถูกละเมิดสิทธิหลายเรื่อง เรื่องที่ป้าติดใจมากคือผู้ป่วยจิตเวชที่กระทำความผิดทางอาญาเพราะอาการป่วยของเขา (เช่นหลงผิดว่าพ่อเป็นผู้ร้าย จึงยิงพ่อตาย) เมื่อเขาเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม ป้าคิดว่าอาจไม่มีใครเข้าใจการกระทำผิดและการป่วยของเขา

ความรู้สึกนึกคิดข้างต้นเป็นแรงบันดาลใจ ป้าอยากให้บุคลากรในกระบวนการยุติธรรมทั้งหมด (ตำรวจ, อัยการ, ศาล, ราชทัณฑ์) มีทัศนคติที่ถูกต้องต่อผู้ป่วยจิตเวชกับการเป็นผู้ต้องหา, จำเลย, ผู้ต้องขัง ป้าเลยสมัครสอบเข้าเป็นผู้ให้คำปรึกษาด้านจิตสังคมในระบบศาล ภายใต้มาตรการเบี่ยงเบนคดีออกจากกระบวนการยุติธรรม (Diversion) ของศาลอาญาธนบุรี, ศาลอาญากรุงเทพใต้, ศาลอาญาตลิ่งชัน

ช่วงที่ 3 : ประจักษ์ตัวตน : พ.ศ. 2559–2566

ป้านำความรู้และประสบการณ์ทั้งชีวิตมาใช้ในงานช่วงที่ 3 นี้ ดังนี้

ตามทฤษฎีความต้องการพื้นฐานของมนุษย์ของ Maslow
  1. ความต้องการทางกายภาพ เช่น ปัจจัย 4
  2. ความต้องการด้านความมั่นคง เป็นความมั่นคงปลอดภัยในชีวิต
  3. ความต้องการด้านความรัก เป็นความต้องการทางสังคม เช่น เพื่อน, ครอบครัว
  4. ความต้องการด้านความเคารพตนเอง เป็นการยอมรับนับถือตนเอง เช่น การเห็นคุณค่าในตนเอง, ความมั่นใจ, ความสำเร็จ
  5. ความต้องการด้านการประจักษ์ตนเองและเผื่อแผ่สิ่งดีๆให้ผู้อื่น เป็นความเข้าใจตนเองอย่างแท้จริง เป็นการเข้าถึงศักยภาพที่แท้จริงของตนเอง เช่น ความคิดสร้างสรรค์, ทักษะการแก้ไขปัญหา ฯลฯ
Maslow เชื่อว่ามนุษย์เมื่อได้รับการสนองในข้อแรกๆแล้ว ถึงจะต้องการข้อเถิบไป เช่นนี้เรื่อยๆไป ถ้ายังไม่ได้สิ่งสนองความต้องการที่ขั้นไหน คนนั้นก็จะติดอยู่ตรงขั้นนั้น ไม่ใส่ใจความต้องการขั้นเถิบไป


ป้ามั่นใจว่าประจักษ์ในความเป็นเรา ว่ามีจุดแข็ง - จุดอ่อน อะไร แล้วนำจุดแข็งของตนเองไปประยุกต์ทำประโยชน์แก่เพื่อนมนุษย์ เมื่อป้าผ่านช่วงที่ 2 (ปานสายใยแห่งรัก พ.ศ.2548–2558) ป้ารู้สึกอิ่มตัว ตกผลึก ไม่หวั่นไหว มั่นคง และเสถียร จึงนำเอาประสบการณ์ช่วงที่ 2 เป็นฐานไปสู่ช่วงที่ 3 ดังนี้

อารมณ์

ป้าพยายามฝึกให้เกิดอารมณ์ด้านบวก เพราะเป็นตัวนำให้เกิดผลลัพธ์ที่สำคัญต่อการมีชีวิตที่มีความสุข
  1. เชื่อมั่นและมั่นใจ: ในตนเองว่าป้ามีศักยภาพมากพอที่จะให้ความรู้เรื่องโรคซึมเศร้า เพราะเคยป่วยมาเองและสามารถให้คำปรึกษาด้านจิตสังคม เนื่องจากจบปริญญาโทสาขาจิตวิทยาการศึกษาและการแนะแนว คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
  2. ภูมิใจ: ในตนเอง จากจากประสบการณ์การทำงานจิตอาสาเรื่องรณรงค์ให้สังคมตระหนักในภัยของโรคซึมเศร้า สามารถรับมือกับโรค และจะต่อยอดไปอีก
  3. ปลอดภัย: ว่าป้าคงป่วยซ้ำโรคซึมเศร้ายากเพราะกินยาต้านเศร้าและมองโลกบวกเสมอ
  4. รัก: สรรพสิ่งและสรรพสัตว์ จึงไม่คิดเบียดเบียนอะไร/ใครทั้งสิ้น
  5. ชื่นชม: กับความสำเร็จ/ความพยายามของผู้อื่นเสมอ เพื่อสร้างเสริมให้เขามีกำลังใจและมีความหวัง
  6. ยอมรับและเคารพ: ความเป็นมนุษย์ของทุกคน ไม่ดูถูก/อคติ
  7. สดชื่น/อิ่มเอิบใจ/ปีติ/เพลิดเพลินใจ: ทุกครั้งที่มีโอกาสทำความดี
  8. ใกล้ชิด: กับเพื่อนมนุษย์ทุกคน เพราะมองว่าเขาเป็นกัลยาณมิตรเสมอ
  9. สงสาร/เห็นใจ/เข้าอกเข้าใจ: ผู้ประสบความทุกข์/อุปสรรค
  10. ดีใจ: ที่ตนเองมีศักยภาพจะช่วยเหลือผู้กำลังประสบความทุกข์
  11. ห่วงใย/ใส่ใจ/จดจ่อ: ผู้กำลังประสบความทุกข์ยาก
  12. อยากรู้อยากเห็น/กระตือรือร้น: เรียนรู้ข้อมูลทุกเรื่อง แล้วหาความสอดคล้องกับงานตนเอง
  13. ใจเย็น/อดทน/สงบ: กว่าเมื่อก่อนป่วยโรคซึมเศร้ามาก เพราะปล่อยวางได้ว่าไม่มีอะไรได้มาดังใจหวังเสมอ
  14. ปลาบปลื้ม/เบิกบานใจ: ที่ได้มีโอกาสทำให้คนที่ทุกข์ได้ผ่อนคลายลงบ้าง
  15. ไว้วางใจ: ได้รับมากจากบุคคลที่เกี่ยวข้อง ขณะเดียวกันป้าก็ไว้วางใจผู้อื่นมาก เพราะเคารพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของทุกคน
  16. ไม่เห็นแก่ตัว: ป้าจะคิดถึงผู้อื่นเท่าๆกับคิดถึงตนเองเสมอ
  17. มีความสุข: มากเมื่อสามารถทำให้ผู้อื่นพ้นทุกข์ หรือเขามีความสุขได้ เพราะสอดคล้องกับเป้าหมายชีวิตของป้า (คือต้องการให้ทุกคนพ้นทุกข์)

ความคิด

  1. การเห็นคุณค่าในตนเอง (Self - Esteem): ว่าป้ามีความรู้ความสามารถที่จะเป็นผู้นำรณรงค์ให้สังคมตระหนัก “ภัยเงียบของโรคซึมเศร้าแต่รักษาหายได้ คนใกล้ชิดช่วยได้”
  2. คิดบวก, คิดเป็นเหตุเป็นผล, คิดเป็นระบบ, คิดเป็นกลาง (ปราศจากอคติ): ทำให้กิจกรรมรณรงค์ฯผิดพลาดน้อย
  3. วางแผนทุกงาน: ไม่ว่างานเล็กใหญ่ และจะวางแผนเพื่อบรรลุเป้าของป้า (ทำความดีเพื่อส่วนรวมให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้)
  4. พรหมวิหาร 4
    1. เมตตา: ปรารถนาให้ทุกคนมีความสุข ไม่ว่าจะเป็นใคร
    2. กรุณา: ช่วยเหลือให้ทุกคนพ้นทุกข์ ยินดีช่วยเสมอ
    3. มุทิตา: ยินดีเมื่อใครประสบความสำเร็จ ไม่ว่าจะเป็นความสำเร็จเล็ก/ใหญ่
    4. อุเบกขา: ปล่อยวาง เมื่อช่วยเหลือเต็มกำลังแล้ว แต่ช่วยเขาไม่ได้ ป้าก็ไม่ทุกข์ คิดว่าเราทำเต็มที่แล้ว

พฤติกรรม

ป้าสะสมประสบการณ์เรื่องการรับมือกับโรคซึมเศร้า และนำไปทำประโยชน์ต่อส่วนรวมด้วยพฤติกรรม
  1. ภายใน: ที่สงบ , เสถียร , สุขุม
  2. ภายนอก: ที่มีลีลาประกอบเทคนิค/ทักษะ

วิธีดำเนินการ

ทุกชิ้นงาน ป้าจะทำดังนี้
  1. อย่างมีระบบ
  2. รับฟังความคิดเห็นของทีมงาน
  3. ไม่เลือกปฏิบัติ
  4. ถือความเท่าเทียม
  5. เคารพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์
  6. คล่องแคล่วในการหาข้อบกพร่อง
  7. แก้ไขปัญหาอย่างรวดเร็วและยั่งยืน

เป้าหมาย

คือทำให้ผู้อื่นมีความสุขมากที่สุด เพื่อป้าจะได้ไปภพหน้าอย่าง “สว่าง”

วิชาการ

ป้าใฝ่รู้ทุกเรื่อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่เป็นประโยชน์กับงานของป้า ป้าจึงมีความรู้ความเข้าใจประเด็นต่างๆ ซึ่งได้มาจากการค้นคว้าเองและกัลยาณมิตรส่งมาให้ ทำให้งานของป้ารอบคอบยิ่งขึ้น

ความก้าวหน้า

ป้ามองภาพงานชัดเจนแน่วแน่ ทีมงานก็มีความเข้าใจเช่นเดียวกัน และจับมือกันเดินหน้าไปอย่างสอดคล้อง

สังคม

ป้ากล้าและมั่นใจในการออกสู่สังคม คบหาสมาคมคนมากขึ้น แม้เดิมจะไม่ได้รู้จักเขาเลย แต่ป้าก็อยากทำความรู้จัก เพราะมั่นใจในความบริสุทธิ์ใจของตนเอง ความปรารถนาดีต่อเพื่อนมนุษย์ทุกคน และเพราะป้าต้องการเสริมสร้างความเข้มแข็งให้ทุกคนในสังคมประจักษ์ตนเอง (Self - Actualization)

เศรษฐกิจ

กิจกรรมของป้าที่ต้องใช้งบประมาณ แต่ป้าไม่ลำบากใจ เพราะไม่ได้รบกวนเงินบำนาญของป้า เนื่องจากกิจกรรมที่ทำบางเรื่องป้าได้ค่าตอบแทน/ค่าเดินทางบ้าง ป้าก็นำเงินส่วนนี้มาใช้ทำกิจกรรมได้และเผอิญป้าเป็นคนประหยัด (ยึดหลักเศรษฐกิจพอเพียง) อยู่แล้ว จึงบริหารจัดการจนลงตัวได้

ความเจ็บป่วย

ป้าป่วยเป็นโรคซึมเศร้าปี 2545 ถึงปัจจุบันป้าไม่เคยป่วยซ้ำและจิตไม่ตก (เบื่อ/เศร้า) เพราะกินยาต้านเศร้าตลอดมาและเสริมด้วยความรู้สึกเป็น “ผู้ให้” คิดบวกเสมอ จึงทำให้ป้าสุขตลอดเวลา

อนาคต

ป้าวางแผนงานชัดเจน ป้าจึงมองเห็นชัดว่าจะก้าวไปที่ไหน, เมื่อไร, ทำอะไร, เพื่อวัตถุประสงค์อะไร, ปฏิบัติอย่างไร และป้ามั่นใจในในการก้าวแต่ละก้าวเสมอโดยใช้หลัก PDCA (วางแผน, ปฏิบัติ, ตรวจสอบ, ปฏิบัติต่อ)

ความสุข

ป้าเป็นคนประเภท “สุขนิยม” อะไรที่สร้างความทุกข์/ไม่สบายใจ ป้าจะมองบวกเสมอ เปลี่ยนวิกฤติเป็นโอกาส จึงไม่อนุญาตให้วิกฤติใดมาทำร้ายจิตใจของป้าได้เลย แล้วปล่อยวาง ซึ่งบัดนี้ป้าปล่อยวางได้เร็วขึ้นและมากขึ้น

แม้บางครั้งป้าก็ยังมีหงุดหงิด ไม่พอใจ โกรธ ถ้าเกิดรู้สึกลบดังนี้ป้าจะรีบตามความรู้สึกเหล่านี้ (เช่น ถามว่า “ฉันกำลังรู้สึกอย่างไร” แล้วตอบ “ฉันกำลังรู้สึกหงุดหงิด” เป็นต้น) จะทำให้ความรู้สึกลบลดลงไปเองตามธรรมชาติ แล้วเราจะสามารถใช้เหตุผล การตัดสินใจจะดีขึ้น

คนทั่วไปมีภาพของคนที่มีความสุขว่าเป็นคนลักษณะดังนี้
  1. มีอารมณ์ดี
  2. มีชีวิตที่ดี
  3. มีอิสระ และเป็นตัวของตัวเองที่จะทำในสิ่งอยากทำหรือชอบด้วยตัวเอง
  4. ได้รับการยอมรับทั้งเรื่องเรียน/งาน/งานอดิเรก
  5. มีความพึงพอใจในชีวิต
  6. ดำเนินชีวิตลงตัว
  7. มีปฏิสัมพันธ์ทางสังคมกับผู้อื่นได้ดี
  8. มีกิจกรรมที่พอใจ
  9. คิดถึงการฆ่าตัวตายน้อย
  10. มองโลกในแง่ดี
  11. มีความหวัง
  12. มีเป้าหมายชีวิต
  13. มีกำลังใจ
  14. มีความพร้อมจะเปลี่ยนแปลง
  15. มีความหมายในชีวิต
  16. มีสติตื่นไหลในกิจกรรม
  17. มีเมตตา
ป้าประเมินว่าตนเองมีภาพของคนที่มีความสุขครบทุกข้อ โดยเฉพาะอย่างยิ่งข้อสุดท้าย

ช่วงที่ 4 : ค้นพบตนเอง : พ.ศ. 2567 - หมดลมหายใจ

ถึงช่วงนี้คาดว่าชีวิตของป้าตกผลึกเรียบร้อย เพราะประจักษ์ในตัวตน รู้ว่าตัวเองมีจุดแข็ง-จุดอ่อน, โอกาส - ถูกคุกคาม อะไรอย่างไร ป้าเห็นคุณค่าและภูมิใจในตัวเองว่าสามารถทำประโยชน์ให้มนุษย์ชาติได้อย่างไรให้ได้ใช้ศักยภาพของป้าได้เต็มที่ และมีประสิทธิภาพมากที่สุดเท่าที่ป้าจะทำได้

ระยะเวลาของช่วงนี้สิ้นสุดเมื่อ “หมดลมหายใจ” บ่งบอกแล้วว่าคงเป็นตอนสุดท้าย และเป็นช่วงที่ป้าได้ค้นพบตนเองก่อนจากลา คล้ายเป็นช็อต (shot) สุดท้ายของการเดินทางไปหาหมุดหมายสุดท้ายของชีวิตป้า
 
ผลงานของป้าในช่วงที่แล้ว (ช่วงที่ 3) คือ
  1. ผู้ให้คำปรึกษาด้านจิตสังคมในระบบศาลอาญาธนบุรี, ศาลอาญากรุงเทพใต้, ศาลอาญาตลิ่งชัน
  2. จัด Event กับเครือข่ายความสุขจากโรคซึมเศร้า
  3. Hot Line คลายทุกข์
พอถึง พ.ศ. 2566 (อีก 3 ปี ข้างหน้า) ป้าจะครบวาระการเป็นผู้ให้คำปรึกษาด้านจิตสังคมที่ศาลอาญาตลิ่งชัน ตอนนั้นป้าอายุ 73 ปี ป้าสมควรจะหยุดงานการให้คำปรึกษาทั้ง 3 ศาล เช่นเดียวกับการจัด Event ซึ่งต้องใช้พลังงานมากหลายด้าน ป้าก็สมควรจะหยุดเช่นกัน

ฉะนั้นช่วงที่ 4 นี้ งานที่เหมาะกับป้ามากที่สุดคือ Hot Line ซึ่งป้าไม่ต้องแต่งตัวและเดินทางไปสถานที่ทำงาน/จัดงาน ป้าแค่รับโทรศัพท์ของผู้รับคำปรึกษา (counselee) อยู่ที่บ้าน ใช้ความรู้ ประสบการณ์ และทักษะ/เทคนิคการให้คำปรึกษา ให้เขารับมือกับโรคอย่างมีความสุข/มีที่ยืนในสังคม ป้าก็ยังคงได้ทำความดีตามที่ต้องการ และมีความสุขทุกวินาที ถ้าเกิดอ่อนแรงถึงขนาดนอนติดเตียงก็ยังสามารถรับโทรศัพท์ Hot Line จากผู้ต้องการความช่วยเหลือได้ และขอตั้งปณิธานว่าจะทำ Hot Line จนลมหายใจสุดท้าย

การเป็นผู้ให้คำปรึกษาทางโทรศัพท์ช่วงท้ายชีวิต ป้าคิดว่าคงมีคุณภาพสูงสุด เพราะเป็นผู้ให้คำปรึกษาแก่กล้าวิชามากที่สุดในชีวิต คำพูดในการให้คำปรึกษา จะต้องกลั่นกรองออกมาอย่างเหมาะสมที่สุดกับแต่ละผู้รับคำปรึกษา

กรมสุขภาพจิต auf Twitter: "หลายคนไม่รู้ตัวเองว่าป่วย ถ้ามีความรู้ ...


การให้คำปรึกษาทางโทรศัพท์

วัตถุประสงค์ของการให้คำปรึกษาทางโทรศัพท์ 3 แบบ

  1. ป้องกันปัญหา (Prevention)
  2. แก้ไขปัญหา (Remedial)
  3. ส่งเสริมการพัฒนาตนเอง (Growth Engendering)

ความหมายของการให้คำปรึกษาทางโทรศัพท์ (Counseling by Telephone)

เป็นกระบวนการที่ให้บริการปรึกษาแก่ผู้รับคำปรึกษา มีการติดต่อ 2 ทาง โดยไม่มีการเผชิญหน้า และใช้เสียงเป็นสื่อในการที่จะช่วยผู้รับคำปรึกษาได้สิ่งต่อไปนี้
  1. พูดคุยถึงปัญหา/ข้อข้องใจ
  2. ระบายความรู้สึก อารมณ์ เรื่องราวต่างๆ ออกมาเป็นคำพูดหรือเสียงที่แสดงความรู้สึก

โดยมีวัตถุประสงค์: ช่วยผู้รับคำปรึกษา ดังนี้

  1. ช่วยลดความกดดันทางอารมณ์
  2. ช่วยทำให้มองเห็น และเลือกตัดสินใจ เลือกทางเลือกในการจัดการกับปัญหา ได้อย่างสมเหตุสมผล
  3. ยอมรับและเข้าใจตนเอง เข้าใจปัญหาและความต้องการของตนเอง
  4. สามารถแก้ไขปัญหาได้ในที่สุด

ความทุกข์ในการขอปรึกษา 3 ระดับ

  1. ความทุกข์ในระดับของความคิด หมายความว่าปัญหาที่เกิดขึ้นเป็นเรื่องระดับความคิด, การตัดสินใจมากกว่าความรู้สึก เขาไม่สามารถตัดสินใจเรื่องต่างๆ เช่น กินยาแล้วมีอาการข้างเคียง จะทำอย่างไรดี
  2. ความทุกข์ในระดับของความรู้สึก หมายความว่าปัญหาระดับความรู้สึก มากกว่าความคิด ผู้รับคำปรึกษามีความกดดันทางอารมณ์ลักษณะต่างๆ เช่น เศร้าตลอดเวลา
  3. ความทุกข์ในระดับของพฤติกรรม หมายความว่าปัญหาเป็นเรื่องของพฤติกรรม หรือการกระทำที่ยังไม่ได้รับการแก้ไข ผู้ให้คำปรึกษาจะเน้นการแก้ไขพฤติกรรมโดยตรง เช่น หยุดร้องไห้ไม่ได้

คุณสมบัติของผู้ให้คำปรึกษา

  1. มีทักษะการสื่อสาร
  2. มีทัศนคติที่ดีต่อผู้รับคำปรึกษา
  3. มีการประยุกต์ใช้เทคนิคการให้คำปรึกษาใช้กับแต่ละเรื่อง