ข้ามไปที่เนื้อหาหลัก

รักษามานานหลายปีไม่หายสักที จนได้เข้าใจเรื่องนี้

❤️ เจอยาที่ใช่ รักษามานานหลายปี ไม่มีช่วงดีเพรสหรือแมเนียยาวๆแล้ว แต่ชีวิตก็ยังพังๆอยู่ ไม่กลับไปราบรื่นเหมือนก่อนป่วย ผมเป็นแบบนั้นอยู่ราวสิบปีกว่าจะเข้าใจว่าจะหายได้ยังไง อ่านบทความนี้จะได้ไม่ต้องเสียเวลาแบบผม

สถานการณ์ที่สิ้นหวัง

พวกเราทั้งที่เป็นโรคซึมเศร้าหรือไบโพลาร์ก็มักจะได้ความขี้หงุดหงิดแถมมาด้วย เมื่อเริ่มรักษาด้วยยาไปหลายๆเดือน/ปี เราจะไม่ค่อยหลุดเข้าไปช่วงดีเพรสหรือแมเนียยาวๆแล้ว ทำให้เราสามารถกลับมาทำงานได้ตามปกติ แต่หลายคนจะยังหงุดหงิดง่ายอยู่

ความหงุดหงิดนี้สามารถสะสมไปจนระเบิดในที่สุด ทำให้เราสวิทย์ลงไปช่วงดีเพรส (หรือแมเนีย) จนได้ ที่แย่คือสาเหตุส่วนใหญ่จะเป็นปัญหาเรื้อรังที่ไม่มีทางแก้ กดดันเราไปจนถึงจุดที่ “รับไม่ได้” เราก็เลยระเบิด (ใส่คนสุดท้ายที่เป็นต้นเรื่อง) แถมขณะระเบิด สติไม่เหลือแล้ว หลายคนจึงทำสิ่งที่ทวีคูณปัญหาให้บานปลายขึ้นไปอีก อย่างการทำร้ายตัวเองก็มักจะเกิดขึ้นตอนนี้ ดังนั้นถ้าแก้ได้เราก็จะปลอดภัยจริงๆ

แทบทุกคนหวังว่ายาจะช่วยแก้ปัญหานี้ ผมก็เคยเข้าใจงั้น นึกว่าจะมียาที่เวิร์ก กินแล้วอารมณ์ดี ไม่มีปัญหาในชีวิตอีก แต่


ยาป้องกันโมโหไม่ได้

จริงๆได้ ถ้าหมอเพิ่มยาคุมอารมณ์จนเราเบลอนิดๆ (บางคนจะโดนตอนแอดมิด) แต่อย่างนั้นก็ใช้ชีวิตไม่ได้ เพราะจะง่วงและคิดช้า ถ้าจะใช้ชีวิตปกติได้ ก็ต้องกินยาแค่ไม่ให้หลุดเข้าไปช่วงดีเพรสหรือแมเนียแค่นั้น

แต่ “ชีวิตปกติ” ก็จะต้องเจอเรื่องที่ถูกใจบ้าง ไม่ถูกใจบ้าง จำได้ว่าสมัยก่อนป่วยเราเคยรับได้สบายๆ แต่หลังป่วยเราบางทีไม่อยากรับเรื่องไม่ถูกใจแล้ว เหมือนเรารู้สึกว่าตัวเองเป็นแผลฉกรรจ์ เปราะบาง เจอปัญหามามากเต็มทีแล้ว รับปัญหาไม่ได้อีกแล้ว อยากให้ยาช่วยจัดการไปให้หมด แต่

ยาป้องกันปัญหาไม่ได้

ยาป้องกันเรื่องไม่ถูกใจไม่ได้ และเมื่อมันเข้ามา เราก็จะต้องโกรธและ/หรือเสียใจ อันนี้ยาอะไรก็ป้องกันไม่ได้เหมือนกัน หลายคนหวังว่ายาจะป้องกันความรู้สึกพวกนี้ แต่นั่นเป็นไปไม่ได้ แม้คนทั่วไปก็ต้องเจอปัญหาและเมื่อเจอปัญหาเค้าก็รู้สึกแบบนั้น แต่เราต่างจากคนทั่วไปอย่างไร?

สิ่งที่ต่างคือ เราบอกตัวเองว่า เราจะไม่ยอมรับความรู้สึกแย่ๆแบบนั้นอีกต่อไปแล้ว สาเหตุมาจากช่วงดีเพรส มันคือความรู้สึกว่า “ฉันไม่ไหวแล้ว” ตอนนั้นเราอยากหายอยู่ตลอดเวลา และเมื่อหลุดจากช่วงดีเพรส เราก็เลยเกลียดกลัวความรู้สึกแย่ๆนั้นที่สุด “เข็ดแล้ว อย่ามาเจอกันอีกเลย”

ผีในตู้

สมมุติเรานอนอยู่ในห้องนอนมืดๆคนเดียว กลางดึกได้ยินเสียงกุกกักๆจากตู้มุมห้อง ถ้าเรากลัวผี เราจะนึกภาพว่าผีเป็นคนทำเสียงนั้น แม้เสียงจะเงียบไปแล้ว แต่ภาพผีในหัวเรากลับจะน่ากลัวขึ้นเรื่อยๆ เรื่อยๆ ทุกวินาทีที่ผ่านไปในความมืด จนเหมือนผีที่ตัวใหญ่คับห้อง กำลังคืบคลานใกล้เข้ามาทุกที



เราเชื่อว่าสวดมนต์จะไล่ผีได้ เราเลยสวดมนต์ไม่หยุดทั้งคืน แทนที่จะเดินไปเปิดไฟ ทั้งที่ถ้าเปิดไฟแล้วเปิดตู้ดูก็จะพบว่ามันเป็นแค่หนูตัวหนึ่ง การพบหนูในตู้ก็เป็นเรื่องแย่ เพราะเราต้องจัดการปัญหานั้น แต่มันเทียบไม่ได้กับความกลัวที่เราจินตนาการอยู่ทั้งคืน เช่นเดียวกัน ปัญหาที่เลวร้ายที่สุด ก็ไม่แย่เท่าความเกลียดกลัวปัญหาที่ทบทวีคูณเป็นแรมปี ซึ่งใหญ่กว่าตัวปัญหาอย่างเทียบกันไม่ได้

สู้โว้ย!

ที่ผ่านมาเราหวังว่ายาจะช่วยไล่ผีออกไป เราเลยไม่ยอมเปิดไฟมองดูมันจริงๆ แต่ตอนนี้เรารู้แล้วว่ายาช่วยรักษาสมดุลของอารมณ์เราเท่านั้น ทำให้เราไม่ดีเพรสไม่แมเนีย แต่เมื่อเจอเรื่องไม่ถูกใจ เรายังจะโกรธหรือเสียใจได้เหมือนทุกคนบนโลก

แปลว่าเราต้องหันไปเผชิญหน้าความรู้สึกแย่ๆเหล่านั้น เหมือนทุกๆคน

นั่นคือเราต้องฝึกเพิ่มวุฒิภาวะของตัวเอง ความยืดหยุ่น ความเข้มแข็ง ความเข้าใจชีวิต เริ่มต้นด้วยการยืดอกยอมรับมือความรู้สึกแย่ๆเหล่านั้น เลิกหนีหรือหันหลังให้มัน และยอมรับว่าชีวิตทุกคนนั้นเต็มไปด้วยปัญหา เป็นเรื่องปกติธรรมดา ความสุขจะแว็บเข้ามาบ้างในช่วงเวลาพิเศษแบบโปรโมชัน ที่เราเห็นคนอื่นมีแต่ความสุขเพราะไม่มีใครเอาด้านทุกข์ให้คนอื่นเห็น เรารู้สึกแต่ความทุกข์ของตัวเองเท่านั้น เราทุกคนเลยคิดว่า ฉันเป็นคนเดียวในโลกที่มีความทุกข์ แต่นั่นเป็นภาพลวงตาเฉยๆ


สรุป

สำหรับคนที่ยังมีช่วงดีเพรสหรือแมเนียก็ยาจะช่วยเราได้มากที่สุด แต่คนที่ผ่านจุดนั้นมาแล้ว ยาทำให้เราเสถียรขึ้นแล้ว ที่เหลือเราต้องเดินทางต่อไปเอง เหมือนคนป่วยนอนติดเตียงเป็นปี พอหายโรคแล้วกล้ามเนื้อก็ลีบฝ่อไม่มีแรง เราจึงต้องฝึกตัวเองให้แข็งแรง มีงานลักษณะนี้ที่เราต้องทำเองอีกเยอะ กว่าเราจะกลับไปแข็งแรงดังเดิม เลิกเอาแต่ใจตัวเอง ฝึกตัวเองให้ปล่อยวางเก่งๆ เลิกตั้งเงื่อนไขกับชีวิตว่าต้องได้อย่างนั้น ต้องเป็นอย่างนี้ ยอมรับว่าชีวิตก็ต้องเต็มไปด้วยปัญหา ยอมที่จะอยู่ท่ามกลางปัญหา แล้วแก้มันไปทีละอัน

ถึงจุดนั้นก็คือเราหายเป็นปกติเหมือนคนอื่นแล้ว ไม่ได้ต้องรอให้ปัญหาหมดไปเลย

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

ลิเธียม ยาดีที่ต้องใช้ให้เป็น

สำหรับคนที่เป็นไบโพลาร์ก็จะได้ทาน ยาคุมอารมณ์ (mood stabilizer) เพื่อจะได้ไม่ต้องมีช่วงแมเนีย และลิเธียมก็คือยาคุมอารมณ์ที่นิยมมากที่สุดตัวหนึ่ง เพราะได้ผลดี, ผ่านมาวิจัยมานานมาก, ราคาถูก และมีส่วนช่วยป้องกันช่วงดีเพรส แต่ลิเธียมเป็นยาที่ใช้ยากนิดนึง เพราะหมอจะต้องค่อยๆปรับยาขึ้นจนกว่าเราจะมียาในเลือดระดับที่พอดี ถ้าน้อยไปมันก็จะไม่ทำงาน ถ้ามากไปก็จะเกิดอาการลิเธียมเป็นพิษ หลายคนที่หมอสั่งลิเธียมให้ พอได้ยินเรื่องลิเธียมเป็นพิษเลยวิตกกังวลหนัก จนความวิตกกังวลนี้กลายเป็นผลข้างเคียงซ้ำซ้อนเข้าไปอีก ดังนั้นคนที่ทานยาตัวนี้จึงต้องเรียนรู้เพิ่มเติมสักนิดนึงเกี่ยวกับมัน บทความข้างล่างนี้มาจากคอลัมน์พบหมอรามา อ่านง่ายและครบถ้วนดี แต่ก่อนอื่นผมจะเกริ่นถึงประเด็นที่ทำให้กังวลกันก่อน ผลเสียจากลิเธียมจะมีอยู่ 2 ลักษณะ ถ้าแยกจากกันได้แล้วจะใช้มันได้อย่างสบายใจ ผลข้างเคียง ​ คือผลเสียในโดสปกติ  อาการลิเธียมเป็นพิษ  คืออาการป่วยเพราะมีลิเธียมในเลือดสูงเกินไป อาจจะเพราะได้ยามากเกินไป (เช่นโอเวอร์โดส) หรือเพราะสภาพร่างกายผิดปกติไปมากทำให้ขาดน้ำหรือเกลือแร่ บางคนเข้าใจว่าตัวเองแพ...

จะกินยา หรือไม่กินดี?

โชคดีมากที่ปัจจุบันโรคซึมเศร้าและไบโพลาร์สามารถรักษาได้ด้วยยา คนไข้ที่มีวินัยหาหมอกินยา 6 เดือนถึงปีกว่าส่วนใหญ่ก็จะหายและได้หยุดยา สาเหตุใหญ่ที่ทำให้บางคนไม่หายคือ “ไม่อยากกินยา” จะกินไม่กินดี? เมื่อไม่อยากกินยา แต่หมอสั่งให้กิน เราจะเกิดอาการลังเล “จะกินไม่กินดี?” แล้วลงเอยที่ “กินๆหยุดๆ” ซึ่งแย่กว่าไม่กินเสียอีก สภาวะนี้ทำให้เครียดหนักมาก กินก็รู้สึกแย่ ไม่กินก็อาการแย่ สับสนตำหนิตัวเองวนไปวนมา จะทำยังไงดี?

วอนใช้คำให้ถูก โรคไบโพลาร์ไม่ใช่ที่เห็นในสื่อและละคร

วันนี้ 30 มีนาคม 2561 เป็น วันไบโพลาร์โลก  วันที่เราชวนให้โลกหันมาทำความรู้จักโรคไบโพลาร์¹ เพื่อกำจัดตราบาปในสังคม บ้านเรามีตราบาปโรคนี้ที่ไม่เหมือนที่อื่น เราใช้ชื่อไบโพลาร์เป็นคำด่านักการเมือง หรือคนที่เรากลียดชนิดไม่มีคำไหนสื่อระดับความเลวได้  เพราะหลักสูตรเราไม่ได้สอนเรื่องโรคจิตเวชกับเด็กๆ พอคนเห็นชื่อไบโพลาร์แปลว่าสองขั้ว ก็คิดเอาเองว่าคนป่วยจะเป็นคน ① สองบุคลิก วันนึงเดี๋ยวดีเดี๋ยวร้าย ② สองหน้า โกหกพลิกไปมาหน้าตาเฉย ③ เอาแต่ใจ ขี้วีน คุมตัวเองไม่ได้ ④ เสพติดความรุนแรงแบบฆาตกรโรคจิต ซึ่งทั้งหมดอาจจะเป็นโรคจิตเวชก็ได้ แต่เป็นโรคอื่นที่ไม่ได้ใกล้เคียงกับไบโพลาร์สักนิด โรคไบโพลาร์ ในทางการแพทย์คือ ในทางการแพทย์ โรคไบโพลาร์   เป็น โรคทางสมอง ² ที่ทำให้มี บางเดือนเปลี่ยนไปแบบทุกวันหมดพลัง ท้อแท้ (เหมือนโรคซึมเศร้า) บางสัปดาห์/เดือนเปลี่ยนไปแบบทุกวันพลังล้นไฮเปอร์ มั่นใจเกินร้อย ช่วงที่เหลือ (เวลาประมาณ 50%³) ก็ปกติเหมือนตอนก่อนป่วย ความผิดปกติของสมองผู้ป่วยไบโพลาร์ ก็เหมือนคนเป็นไมเกรนไม่ได้ปวดหัวตลอดเวลา เขาจะปวดเฉพาะเวลาอาการกำเร...

รู้สึกแย่ดิ่งสุดๆ ทำไงถึงจะหาย

ถามกันบ่อยที่สุดคือกำลังดิ่งจะทำยังไงดี ปัญหาคืออธิบายตอนนั้นก็ไม่มีสติพอจะเข้าใจอยู่ดี ดังนั้นทุกคนควรเรียนรู้เทคนิคนี้ไว้ล่วงหน้า มันมาจากจิตบำบัดแบบ ACT ( defusion ) ซึ่งมีงานวิจัยจำนวนมากว่าได้ผล แล้วนำมาประยุกต์กับ วิธีเจริญสติแบบเคลื่อนไหว ซึ่งเหมาะกับสถานการณ์ช่วงวิกฤติ วิธีทำก็ง่ายมาก จะยากตรงมันตรงข้ามกับคอมมอนเซนส์ เพราะเราเข้าใจธรรมชาติของใจเราผิดมาตลอด แต่ลองทำดูแล้วก็จะเข้าใจเอง เพราะทุกคนที่จัดการมันได้ ต่างก็ค้นพบเทคนิคนี้ได้เองจากการลองผิดลองถูก ความรู้สึกแย่เกิดจาก “ ความคิด”  เสมอ ความรู้สึกแย่ (เช่นโกรธ เสียใจ น้อยใจ กังวล​) เกิดจาก ความคิด ของเรา เสมอ ไม่เคยเกิดจากอย่างอื่น เช่น เขา พูดไม่ดีกับเราเมื่อเย็นวาน ปรากฏตอนนี้เราก็ยังรู้สึกแย่อยู่ ทั้งที่ไม่ได้ยินคำพูดนั้นแล้ว แต่เราเองเป็นคนเล่นซ้ำคำพูดที่เราเกลียดนั้นในหัวเรามาตลอด เขา เป็นต้นเหตุของความคิดนี้ใช่ แต่ ตอนนี้ ที่กำลังรู้สึกแย่ เกิดจาก ความคิดนี้ ของเรา เอง ที่ผ่านมาตอนนั้นเรามักจะโฟกัสความผิดที่ เขา  ซึ่งยิ่งทำให้ความคิดเราวนเวียนหนักขึ้นเรื่อยๆ ความคิดยิ่งมาก ความรู้สึกเราก็ยิ่งแย่ ด...

กลยุทธ์การคืนสู่สุขภาวะของป้าหนู

Pa Noo's Recovery Strategy โดยป้าหนู รัชนี แมนเมธี ป้าหนูขอแบ่งกลยุทธ์เป็น 4 ช่วงเวลาดังนี้ พ.ศ. 2545–2547 : ช่วงเปลี่ยนผ่าน พ.ศ. 2548–2558 : ช่วงปานสายใยแห่งรัก พ.ศ. 2559–2566 : ช่วงประจักษ์ตัวตน พ.ศ. 2567 - หมดลมหายใจ : ช่วงค้นพบตัวเอง 1. ช่วงเปลี่ยนผ่าน พ.ศ. 2516 ป้าเริ่มสอนหนังสือ พอถึง พ.ศ. 2545 ป้าป่วยเป็นโรคซึมเศร้า กว่าจะได้เข้ารับการรักษา ปี พ.ศ. 2546 ปี 2546 ปลายๆหมอบอกป้าหายป่วย แต่ป้ายังรู้สึกชีวิตมืดมน 1 เม.ย. 2547 ป้าได้เกษียณก่อนกำหนด ( Early Retire ) เป็นวันแรก 2. ช่วงปานสายใยแห่งรัก ป้าได้มีโอกาสเรียนรู้ และเป็นกรรมการสมาคมสายใยครอบครัว ซึ่งช่วงนี้เป็นช่วงที่ป้ามีความสุขมาก เพราะได้ฟื้นพลังชีวิต ป้าได้เห็นคุณค่าในตนเองมาก 3. ช่วงประจักษ์ตัวตน ป้าได้นำประสบการณ์ช่วงที่ 2 และประสบการณ์ที่มีมาตั้งแต่เดิมมาใช้ประโยชน์ในการทำงานเพื่อส่วนรวมได้มากมายมหาศาล 4. ช่วงค้นพบตนเอง ป้าตกผลึกชีวิตตนเองเรียบร้อย เพราะได้ประจักษ์ตัวตนของตัวเอง รู้ว่าตนมีจุดแข็ง - จุดอ่อน, มีโอกาส - ถูกคุกคาม อะไรอย่างไร เห็นคุณค่าและภูมิใจในตนเองว่าสามารถทำประโยชน์ให้มนุษยชาติได้อย่างไรมากที่สุดตาม...

เจอปัญหาที่แก้ไม่ได้ทำไงดี

เหมือนชีวิตกำลังเล่นปิงปองกับเรา ตีลูกยากง่ายใส่เราตลอดเวลา เรื่องกวนใจ ปัญหา ความสูญเสีย. บางคนเจอปัญหาแล้วจมอยู่ตรงนั้น ประทัวง “ลูกยากไม่เล่น”. บางคนยากง่ายรับหมดเต็มที่ เจอลูกยากอาจล้มเข่าถลอกแต่รีบลุกเล่นต่อ. ทำได้ไงอะ? ชัยจะต้องพรีเซ็นต์หัวข้อแรกตอนเช้าในงานสัมมนาของผู้บริหารหลายองค์กร. เช้านี้รถติดสาหัส. เขาร้อนใจจึงโทรไปบอกผู้จัดว่ากำลังจะถึง ให้เตรียมที่จอดรถไว้ให้เพราะปกติจะเต็ม. เกือบเฉี่ยวชนหลายหน แต่รถเขาก็ถึงสถานที่ตรงเวลาพอดี. เขาพารถไปโซน VIP ช่องที่มีเลขทะเบียนรถเขา แต่ยามไม่ให้จอด. เหลือเชื่อตัวเลขผิดไปหลักนึง. ยามให้วนขึ้นไปจอดในอาคาร บอกดาดฟ้ามีที่ แต่เขาไม่มีเวลาแล้ว. มันไม่ถูก เขาเถียง ช่องนี้เตรียมไว้ให้เขา ไม่ยุติธรรมเลย. รถข้างหลังต่อแถวยาวขึ้นๆ. เขายิ่งเถียงเสียงดังขึ้นๆ เลขผิดนิดเดียว เขาจอดโซนนี้ประจำ เจ้านายคุณรอเขาอยู่ ฯลฯ แต่ยามไม่ฟัง. ชีวิตเรามีปัญหาตลอด ในชีวิตเราจะพบกับปัญหาที่แก้ไม่ได้ และความเปลี่ยนแปลงที่ไม่ต้องการ อยู่ตลอดเวลา. แต่เราพยายามมองไม่เห็นมัน. ถ้าเรื่องเล็กเราก็แค่สะสมความเครียด. เช่นเวลาหาของไม่เจอ, เพื่อนทำไม่ถูกใจ, โดนดูถูก ฯลฯ. ถ้...

เป็นโรคจิตเวชไม่ได้ทำให้รอดคดีอาญา

ข่าวดราม่าที่ผู้ก่อเหตุเผยว่าเป็นโรคจิตเวช คนมักจะมองว่า “หงายการ์ดป่วย” โกหกว่าป่วยเพื่อเอาตัวรอด เพราะเข้าใจผิดว่าใครทำให้ศาลเชื่อว่าป่วยจิตเวช แล้วศาลจะให้พ้นผิดไปเลย เนื่องจากสังคมไทยยังเข้าใจผิดว่าผู้ป่วยจิตเวชคือคนบ้า และเชื่อว่ากฎหมายบอกว่าคนบ้าทำอะไรก็ไม่ผิด กรณีแบบนี้คนจึงพากันโกรธแค้นเพราะนึกว่าเขาจะไม่ต้องรับโทษจริงๆ ความเชื่อคนบ้าทำอะไรไม่ผิด เกิดจากคนส่วนใหญ่เห็นข่าวแบบนี้เฉพาะตอนเกิดเหตุเป็นดราม่าว่าอ้างป่วยจิตเวชแล้วทำอะไรก็ไม่ผิด แต่ตอนศาลพิพากษาลงโทษข่าวจะเงียบ ทุกคดีความจำของสังคมจึงสรุปตามดราม่าว่าศาลยกโทษเสมอ ทั้งที่จริงๆแล้วศาลลงโทษทุกที จริงๆกฎหมายอาญาไม่ได้ระบุให้เว้นโทษกับผู้ป่วยโรคใดโรคหนึ่ง  มาตรา 65 บอกว่าเฉพาะกรณีที่ขณะกระทำความผิด จำเลยไม่สามารถรู้ผิดชอบหรือไม่สามารถบังคับตนเองได้ (ที่เรียกกันว่าวิกลจริต) จึงจะไม่ต้องรับโทษ ดังนั้นเมื่อผู้ก่อเหตุเผยว่าเป็นโรคจิตเวชใดๆก็ยังไม่มีผลอะไร นอกจากจะทำให้สังคมเกลียดเขามากขึ้นจากความเข้าใจผิดข้างต้น การโกหกให้ศาลไทยเชื่อว่าวิกลจริตขณะก่อเหตุ แทบเป็นไปไม่ได้ เพราะนอกจากจะต้องหลอกจิตแพทย์แล้ว ศาลไทยก็ไม่ไ...

ท็อป 5 ความเข้าใจผิด โรคซึมเศร้าไม่ใช่อย่างที่คิด

โรคซึมเศร้าเป็นคนละอย่างกับอารมณ์เศร้า แต่ชื่อโรคภาษาไทยชวนให้เข้าใจว่า มันก็แค่ความรู้สึกซึมๆเศร้าๆอย่างที่ทุกคนรู้จัก แถมคำอธิบายเกลื่อนเน็ตก็กว้างซะจน ทุกคนอ่านก็คิดว่าตนเคยเป็นโรคนี้ และสามารถวินิจฉัยว่าคนอื่นว่าเป็นหรือไม่ โดยไม่ต้องเสียเวลาเรียน 10 ปีอย่างจิตแพทย์ แต่โรคซึมเศร้าก็เหมือนหลายโรคที่มีความซับซ้อนจนต้องมีแพทย์เฉพาะทาง มันมีรายละเอียดมากและไม่เหมือนกับที่คนเข้าใจเลย แต่เนื่องจากคนส่วนใหญ่ไม่มีความรู้เรื่องนี้เลย เราจึงรู้สึกว่าเรารู้จักมันดีอยู่แล้วด้วยคอมมอนเซนส์ล้วนๆ ต่อไปนี้คือความเข้าใจที่ผิดที่ได้รับความนิยมมากที่สุดในบ้านเรา (1)  โรคซึมเศร้าไม่มีจริง (2)  ที่เรียกโรคซึมเศร้าก็คือความเศร้า (3)  ฉันก็เคยเป็น แต่ฉันไม่ยอมแพ้ (4)  มันอยู่ที่ใจแค่นั้น สู้ๆ ลุกขึ้นมาก็หายแล้ว (5)  หมอกุเรื่องขึ้นมาเพื่อให้บริษัทยารวย 1 ความเชื่อ: โรคซึมเศร้าไม่มีจริง  โรคจิตเวชจะต้องเสียสติเป็นคนบ้า ความจริง:  องค์การอนามัยโลกบอก ว่า 300 ล้านคนเป็นโรคซึมเศร้า (MDD) นั่นมากกว่า 4% ของประชากรโลก  ส่วนในไทย ปี 2551 กรมสุขภาพ...

คุณมีโอกาสถูกฆ่าโดยใครมากที่สุด? สถิติที่น่าประหลาดใจ

ข้อมูลจากงานวิจัยคดีฆาตกรรมในต่างประเทศ ทำให้เห็นสัดส่วนของผู้ก่อเหตุ ซึ่งต่างจากความรู้สึกของหลายๆคน ผู้ก่อเหตุที่เป็นผู้ป่วยจิตเวชรุนแรงมีอาการประสาทหลอนหลงผิด (ไซโคซิส) มีสัดส่วนเพียงประมาณ 10% จากงานวิจัยในหลายประเทศ [2,3,4]  คดีประเภทที่เกี่ยวกับความสัมพันธ์ (ขัดแย้ง) ในครอบครัว คือโดยแฟนและคนในครอบครัว จะมีลักษณะเป็นการฆ่าเพื่อต้องการกำจัดคนนั้นโดยตรง เช่นเพราะหึงหวง น้อยใจ โกรธแค้น ฯลฯ มีสัดส่วนประมาณ 16-34% และเหยื่อส่วนใหญ่เป็นผู้หญิง [1] คดีประเภทที่เกี่ยวกับอาชญากรรม คือโดยแก๊ง มาเฟีย โจร นักข่มขืน ฯลฯ จะมีลักษณะเป็นการฆ่าเพื่อเป้าหมายอื่น เช่นปล้นชิงทรัพย์ หรือปิดปาก มีสัดส่วนประมาณ 27-48% [1] ผู้ก่อเหตุขณะกำลังเมาเหล้าหรือยาเสพติด มีสัดส่วนประมาณ 37% [1] ถ้ายังแปลกใจลองนับข่าวฆาตกรรมในเมืองไทย แม้จะเอาเฉพาะที่ลงในหนังสือพิมพ์ไทยในแต่ละปี ก็จะพบว่าสัดส่วนเป็นประมาณนี้ เช่นสมมุติเราสนใจเฉพาะคดีฆ่าหั่นศพ ถ้านับข่าวคดีในเมืองไทย (จาก sanook.com) ในช่วงปี 2561-2562  จะพบว่าผู้ก่อเหตุเป็นคนที่ไม่ได้ป่วย 6 คดี (สาวเล็บแดง, หนุ่มม้ง, วุธ, หนุ่มสเปน, หนุ่มเกาหลี,...

เริ่มฝึกสติด้วยการเดินสำหรับมือใหม่ ในภาษาชาวบ้าน

วิธีฝึกสติที่ง่ายที่สุดคือใช้การเดิน เพราะทุกคนเดินเป็นอยู่แล้ว และแต่ละครั้งที่เท้ากระทบพื้นก็เป็นความรู้สึกที่ชัดเจน รูปแบบนี้จึงเหมาะสำหรับมือใหม่ แต่ทำอย่างไรการเดินจึงจะเป็นการฝึกให้ได้สติความรู้สึกตัว (mindfulness) เป็นหลัก เพื่อนำไปใช้ในชีวิตประจำวัน ไม่ใช่เป็นการฝึกสมาธิ (concentration) เพื่อความสงบเป็นหลัก (อย่างที่นิยมสอนในโรงเรียน) การเดินฝึกสติก็มีหลายรูปแบบ บทความนี้เป็นรูปแบบของ หลวงพ่อเทียน ซึ่งง่ายเพราะเดินตามธรรมชาติเหมือนที่เราเดินอยู่ทุกวัน ไม่ต้องเดินช้าๆ ไม่มีสเต็บกำหนดท่าทาง ไม่ต้องคิดคำบริกรรมในใจ ไม่ได้เพ่งความสนใจไปที่เท้า แค่รู้สึกตัวไประหว่างที่เดินแต่ละก้าวเท่านั้น มันทั้งง่ายและเบาสบาย เพราะวิธีนี้ไม่มีความกดดันว่าต้องรู้ให้ต่อเนื่องปราศจากความคิด (ซึ่งทำงั้นจะได้สมาธิมากกว่าสติ) วิธีนี้หลงเมื่อไหร่ก็กลับมารู้สึกตัวใหม่เท่านั้น การรู้สึกความเคลื่อนไหวตรงๆแบบนี้ได้ผลเร็ว แถมทำได้เรื่อยๆตลอดทั้งวัน เพราะมันไม่ได้รบกวนการงานของเรา “สติ” คืออะไร ที่ว่าฝึกสติในที่นี้ ไม่ใช่คำว่าสติในภาษาไทย แต่เป็น สติ ในพุทธธรรม หรือที่ใช้ภาษาอังกฤษว่า “ mindfulne...